ที่ไหนดี
ราคา
ทันตกรรมมหิดล
ผ่าฟันคุด
ฟันปลอม
thai
eng
จัดฟันมหิดล

 

 

 

 

 

         

โรคปริทันต์

อาจารย์ทันตแพทย์ สุพจน์  ตามสายลม
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ คุยกับหมอฟัน
คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ถาม       ความหมายของ “โรคปริทันต์”
ตอบ      โรคในช่องปาก ที่เป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพในช่องปากของคนเรา มีอยู่ 2 โรคด้วยกัน คือ โรคฟันผุ และ โรคเหงือกอักเสบ ซึ่งทั้งสองโรคนี้สามารถทำให้คนเราต้องสุญเสียฟันไปก่อนกำหนดได้ สำหรับโรคฟันผุนั้น ส่วนใหญ่คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ถ้าฟันผุ แล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่มารักษาจนกระทั้งสายเกินไป ทำการบูรณะไม่ได้แล้ว ฟันซี่นั้นก็จะต้องถูกถอนออกไป ส่วนโรคเหงือกอักเสบ บางคนอาจจะยังไม่รู้จัก และยังไม่เข้าใจว่า ทำไม่ถึงทำให้เราต้องสูญเสียฟันได้
จริง ๆ แล้ว ที่ใช้คำว่า “เหงือกอักเสบ” นั้น เพราะเป็นคำที่พูดแล้วเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายว่า มีการอักเสบที่เหงือก แต่ในความเป็นจริงโรคนี้ไม่ได้มีการอักเสบเกิดขึ้นที่เหงือกเท่านั้น ยังอาจมีการลุกลามไปทำลายถึงกระดูกที่หุ้มรากฟัน หรือที่เรียกว่า “โรคปริทันต์” คำว่า “ปริ” แปลว่า รอบ ๆ คำว่า “ทันต์” แปลว่า ฟัน ดังนั้น โรคปริทันต์ จึงหมายถึง โรคที่เกิดกับอวัยวะรอบ ๆ ฟัน ซึ่งได้แก่ เหงือก และ กระดูกเบ้าฟัน นั้นเอง
โรคปริทันต์ สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ “โรคเหงือกอักเสบ”  คือ
โรคปริทันต์ที่เกิดการอักเสบเฉพาะที่เหงือก แต่ถ้ามีการลุกลามเข้าไปทำลายกระดูกเบ้าฟัน เราจะเรียกว่า “โรคปริทันต์อักเสบ” หรือที่ภาษาดั้งเดิม เรียกว่า “โรครำมะนาด”

ถาม       เราจะทราบได้อย่างไรว่า เป็นโรคปริทันต์หรือไม่
ตอบ      คงต้องลองสังเกตด้วยตัวท่านเองก่อน ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เช่น
- มีเลือดออกขณะแปรงฟัน
- สังเกตดูเหงือกของตนเองว่ามีลักษณะบวมแดง หรือไม่
- มีกลิ่นปาก หรือไม่
- มีเหงือกร่นหรือไม่
- รู้สึกมีหนองออกมาจากร่องเหงือก หรือไม่
- รู้สึกว่าฟันโยก หรือไม่
ถ้าท่านมีอาการดังกล่าว แสดงว่าท่านอาจมีปัญหาเกี่ยวกับโรคปริทันต์แล้ว

ถาม       สาเหตุของโรคปริทันต์
ตอบ      โรคปริทันต์ มีสาเหตุหลักมาจาก เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่อยู่ในช่องปากของเรา ซึ่งเมื่อมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนขึ้น สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว คือ การที่มีคราบอาหารเช่นพวกแป้ง และน้ำตาล ติดค้างอยู่บนผิวฟัน จากการที่เราทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ ก็จะทำให้กลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย บางท่านอาจสงสัยว่าอาหารพวกแป้งกับน้ำตาลไปเกาะติดบนผิวฟันได้อย่างไร โดยปกติแล้วฟันของเราจะมีโปรตีนจากน้ำลายมาเคลือบไว้ โปรตีนนี้มีลักษณะเหนียว ๆ คล้ายกาว ทำให้แป้งและน้ำตาล ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเกาะติดได้ดี ถ้าเราทำความสะอาดไม่ดี ไม่สามารถกำจัดคราบของแป้งและน้ำตาลได้หมด จะทำให้พวกแบคทีเรีย สามารถเข้าไปยึดเกาะบนตัวฟันได้ โดยมีแป้งและน้ำตาลเหล่านั้นเป็นอาหาร และฟันก็กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแบคทีเรีย พวกแบคทีเรียก็จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จะค่อย ๆ สร้างเป็นกลุ่มของแบคทีเรีย แล้วค่อย ๆ แผ่กระจายไปบนผิวฟัน กลายเป็นแผ่นคราบของแบคทีเรีย ที่เราเรียกว่า “แผ่นคราบจุลินทรีย์” ปรกคลุมตัวฟัน แบคทีเรียพวกนี้เมื่อมันบริโภคแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารก็จะปล่อยกรดและสารพิษออกมา แบคทีเรียพวกที่ปล่อยกรดออกมา ก็จะทำให้ฟันผุ ส่วนแบคทีเรียพวกที่ปล่อยสารพิษออกมา ก็จะทำให้เหงือกอักเสบ มีอาการของเหงือกบวมแดง มีเลือดออกเมื่อมีอะไรไปถูก เช่น เวลาแปรงฟัน เมื่อขนแปรงถูกเหงือกบริเวณที่อักเสบก็จะมีเลือดออกได้ง่าย

ถาม       โดยสรุปแล้วคราบจุลินทรีย์นี้เองที่เป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ ถ้าเราแปรงฟันดี ๆ แล้วจะกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้หมดหรือไม่
ตอบ      ถ้าทำความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี จะสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้ แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดี หรือ ปล่อยปละละเลย ก็จะเกิดการสะสมของคราลจุลินทรีย์ขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป จะเกิดการตกตะกอนของเร่ธาตุในน้ำลาย ทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์นั้นกลายเป็น “หินน้ำลาย” หรือที่เรียกว่า “หินปูน” เกาะบนตัวฟันได้ ซึ่งตัวหินน้ำลาย หรือ หินปูนเองจะมีลักษณะพื้นผิวขรุขระเป็นรูพรุนเล็ก ๆ เป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียอย่างดี การมีหินน้ำลายหรือหินปูนบนตัวฟัน จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยให้แก่พวกแบคทีเรียมากขึ้น ๆ

ถาม       ที่กล่าวว่าโรคปริทันต์ทำให้มีอาการเหงือกบวมเป็นหนอง และอาจทำให้ต้องสูญเสียฟันไป ไม่ทราบว่าอาการที่เป็นมากขนาดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ      แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นบนตัวฟัน นอกจากจะเกิดขึ้นในส่วนเหนือของเหงือกที่เรามองเห็นได้แล้ว ยังเกิดขึ้นลงไปในส่วนใต้ขอบเหงือกหรือในร่องเหงือกที่เรามองไม่เห็นด้วย ในส่วนใต้เหงือกนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญให้เกิดการลุกลามของโรคปริทันต์ลงสู่กระดูกเบ้าฟัน โดยเชื้อแบคทีเรียในแผ่นคราบจุลินทรีย์พวกที่ไม่ชอบอากาศหายใจจะเจริญเติบโตได้ดีในส่วนที่อยู่ใต้เหงือก และเชื้อพวกนี้จะมีฤทธิ์ทำลายที่รุนแรง สามารถทำลายได้ทั้งเนื้อเยื่อของเหงือก และไปละลายกระดูกเบ้าฟันได้ ทำให้ร่องเหงือกลึกลงไปเรื่อย ๆ เหงือกก็จะไม่ยึดแนบกับตัวฟัน ร่องลึกนี้จะเรียกว่า “ร่องลึกปริทันต์” ทีนี้ยังทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ไม่ชอบอากาศหายใจ ยิ่งเจริญเติบโตในร่องลึกปริทันต์นั้น ในระยะนี้นอกจากทำให้เหงือกมีอาการบวม แดงแล้วยังทำให้เกิดหนองขึ้นภายในร่องลึกปริทันต์นั้นด้วย เราอาจเริ่มรู้สึกว่าฟันโยกได้ ถ้ายังปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา การทำลายของเหงือกและกระดูกเบ้าฟัน ก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดฟันซี่นั้นก็สูญเสียอวัยวะรอบฟันที่ช่วยยึดเกาะฟันไว้กับขากรรไกร ฟันซี่นั้นจะไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ คงต้องถูกถอนทิ้งไป

ถาม       เราจะมีวิธีป้องกันโรคปริทันต์ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ      เนื่องจากคราบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์ถ้าท่านสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้ โดยการทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างถูกต้อง ท่านก็จะสามารถป้องกันโรคปริทันต์ได้ ก็จะขอแนะนำข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการเป็นโรคปริทันต์ ดังนี้
1. ควรแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันอย่างถูกต้อง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
2. ไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจว่ามีคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่หลงเหลือจากการทำความสะอาดเองหรือไม่ จะได้รับการรักษาได้ ในระยะเริ่มแรก

ถาม       เราจำเป็นต้องทำความสะอาดซอกฟันด้วยหรือไม่
ตอบ      ในการทำความสะอาดฟัน นอกจากการแปรงฟันตามปกติ ที่เราจะแปรงบริเวณฟันด้านนอกที่อยู่ติดกับแก้ม และริมฝีปาก และผิดฟันด้านในที่อยู่ติดลิ้น และเพดานปากแล้ว ยังจำเป็นต้องทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน หรือส่วนที่อยู่ระหว่างซี่ฟันด้วย เพราะเนื้อที่ของผิวฟันด้านซอกฟัน จะเท่า ๆ กับด้านที่เราแปรงปกติ ถ้าเราไม่ได้ทำความสะอาดบริเวณซอกฟันก็เท่ากับเราไม่ได้แปรงฟันอีกครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมดที่เราควรจะแปรงเลยทีเดียว
เครื่องมือที่ใช้ทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน ได้แก่ เส้นใยขัดฟัน แปรงซอกฟัน เป็นต้น

ถาม       ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคปริทันต์แล้ว จะมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง
ตอบ      วิธีการรักษาผู้ที่เป็นโรคปริทันต์มีขั้นตอนสำคัญ ๆ ดังนี้
1. ทันตแพทย์จะทำการสอนให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ กล่าวคือ ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการทำความสะอาดฟันและซอกฟันอย่างที่กล่าวมาแล้ว ตามวิธีที่ทันตแพทย์แนะนำ อย่างที่เรียนไว้ตอนต้นว่า สาเหตุของโรคปริทันต์นั้นก็คือแผ่นคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน ซึ่งมันจะเกิดขึ้นใหม่ได้ทุก ๆ วัน ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเป็นสามารถทำความสะอาดฟันและซอกฟันอย่างดีและสม่ำเสมอด้วยตนเอง เพื่อที่จะสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ให้หมดทุก ๆ วัน
2. หลังจากทันตแพทย์แนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากแล้ว ก็จะทำการขูดหินน้ำลายหรือ ขูดหินปูนทั้งบนตัวฟันและส่วนที่อยู่บนผิวรากฟัน ภายในร่องเหงือกหรือร่องลึกปริทันต์ นอกจากขูดหินน้ำลายแล้วทันตแพทย์จะทำหารเกลารากฟันให้เรียบ ทั้งนี้นอกจากจะกำจัดหินน้ำลาย กำจัดคราบจุลินทรีย์ที่อยู่บนหินน้ำลายและผิวรากฟันแล้ว ยังต้องเกลาให้ผิวรากฟันเรียบเพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้เนื้อเยื่อเหงือก สามารถกลับมายึดแน่นกับผิวฟันได้เหมือนเดิมด้วย ดังนั้นในขั้นตอนที่ทันตแพทย์รักษาให้นี้จะใจเวลาค่อนข้างนานหลายครั้งไม่ใช้ขูดครั้งเดียวเสร็จ
3. หลังจากทันตแพทย์รักษาให้เสร็จแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ จะเรียกผู้ป่วยกลับมาดูอาการอีกครั้งเพื่อประเมินผลว่า หายดีหรือไม่ ยังมีบริเวณใดบ้างที่ยังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่ หรือบริเวณใดที่มีการละลายของกระดูกไปมาก จากนั้นก็จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดเหงือกร่วมด้วยหรือไม่
4. หลังจากรักษาผู้ป่วยไปแล้ว ทันตแพทย์จะเรียกผู้ป่วยกลับมาดูเป็นระยะ ๆ เหมือนกลับเป็นการตรวจสภาพเครื่องยนต์ โดยทันตแพทย์จะพิจารณาว่าสภาพเหงือกเป็นอย่างไรบ้างหลังการรักษา และผู้ป่วยมีการดูแลสุขภาพช่องปากดีเพียงใด โดยทั่วไป หลังการรักษาโรคปริทันต์ ผู้ป่วยควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจดูภายใน 2-3 เดือนแรก หลังจากนั้นถ้าทันตแพทย์เห็นว่าผู้ป่วยมีสภาพในช่องปากดี ก็จะนัดมาตรวจทุก 6 เดือน

ถาม       โรคปริทันต์สามารถกลับมาเป็นใหม่ ได้หรือไม่
ตอบ      โรคปริทันต์สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ถ้าผู้ป่วยดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดี คือถ้าไม่สามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดี จนระดับหนึ่งที่แบคทีเรียในคราบจุลินทรีย์มีฤทธิ์ทำลายได้ ก็จะทำให้เหงือกกลับมาอักเสบได้ใหม่ ดังนั้นจึงพยายามเน้นว่าผู้ป่วยต้องสามารถดูแลสุขภาพในช่องปากให้ดีอย่างสม่ำเสมอ โดยการแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟัน

 

อ่านบทความ - ไขปัญหา เหงือกบวม เหงือกอักเสบ
บทความยอดนิยม : จัดฟัน แฟชั่นหรือความจำเป็น
กลับสู่หน้าหลัก - SKT dental center ทันตกรรมโดยคณาจารย์มหิดล